Search results

9 results in 0.05s

eBook

    หากต้องการอ่าน e-Book ฉบับเต็ม กรุณาติดต่อห้องสมุด Mail : lib@pim.ac.th
Note: หากต้องการอ่าน e-Book ฉบับเต็ม กรุณาติดต่อห้องสมุด Mail : lib@pim.ac.th
Book

    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการใช้ภาษาจีนก่อนและหลัง การจัดการ เรียนรู้แบบแบบเพื่อนช่วยเพื่อน 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนของ นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และ3) เพื่อพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนของ นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 2 แห่ง จำนวน 240 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามกลุ่ม 2 กลุ่มคือ กลุ่มนักศึกษาผู้เรียนและกลุ่มนักศึกษาผู้สอน โดยใช้ เกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด ใช้สัดส่วน 2 : 1 คือ 2 (นักศึกษาผู้สอน) : 1 (นักศึกษาผู้เรียน) รวมเป็นจำนวน 160 : 80 เครื่องมือวิจัยที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบวัดระดับทางภาษาจีน (HSK) ) แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบ สัมภาษณ์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test แบบ dependent และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการใช้ภาษาจีนก่อนและหลัง การจัดการ เรียนรู้แบบแบบเพื่อนช่วยเพื่อน 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนของ นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และ3) เพื่อพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนของ นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 2 แห่ง จำนวน 240 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามกลุ่ม 2 กลุ่มคือ กลุ่มนักศึกษาผู้เรียนและกลุ่มนักศึกษาผู้สอน โดยใช้ เกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด ใช้สัดส่วน 2 : 1 คือ 2 (นักศึกษาผู้สอน) : 1 (นักศึกษาผู้เรียน) รวมเป็นจำนวน 160 : 80 เครื่องมือวิจัยที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบวัดระดับทางภาษาจีน (HSK) ) แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบ สัมภาษณ์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test แบบ dependent และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
Book

    ฮิงะฌิโนะ เคะอิโงะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในฐานะนักเขียนเจ้าของผลงานนวนิยายแนวลึกลับ แก่นเรื่องในนวนิยายของฮิงะฌิโนะมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนมาโดยตลอด ตั้งแต่ในยุคแรกๆ จนถึงปัจจุบัน และมักมีการเสนอภาพที่เกี่ยวข้องกับสังคมเมือง เช่น อาชญากรรม ความอยุติธรรมในสังคม และปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว และในยุคหลังๆ ผลงานของฮิงะฌิโนะมักเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของสิ่งมหัศจรรย์ และวิถีชีวิตของผู้คน งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการเสนอภาพความเป็นเมืองที่สะท้อนผ่านตัวละคร โครงเรื่องและการดําเนินเรื่อง และศึกษาองค์ประกอบของสิ่งมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติที่ปรากฏโดยมีขอบเขตการวิจัยในนวนิยายสองเรื่อง คือ ปาฏิหาริย์ร้านชําของคุณนามิยะ 『ナミヤ雑貨店の奇蹟』 (2012) และ ผู้พิทักษ์ต้นการบูร 『クスノキの番人』 (2020) จากการศึกษาพบว่า ฮิงะฌิโนะ ได้นําเสนอภาพของวิถีเมืองที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนและสังคมผ่านเหตุการณ์ ทางสังคมในประวัติศาสตร์ อัต ลักษณ์ ของคนเมืองมีความเป็นปัจเจกและมีสัมพันธ์ อันเหินห่างต่อกันอันเกิดจากการถูกหล่อหลอมโดยสังคมเมือง และพบการใช้องค์ประกอบสิ่งมหัศจรรย์ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยเยียวยาคนเมือง
ฮิงะฌิโนะ เคะอิโงะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในฐานะนักเขียนเจ้าของผลงานนวนิยายแนวลึกลับ แก่นเรื่องในนวนิยายของฮิงะฌิโนะมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนมาโดยตลอด ตั้งแต่ในยุคแรกๆ จนถึงปัจจุบัน และมักมีการเสนอภาพที่เกี่ยวข้องกับสังคมเมือง เช่น อาชญากรรม ความอยุติธรรมในสังคม และปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว และในยุคหลังๆ ผลงานของฮิงะฌิโนะมักเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของสิ่งมหัศจรรย์ และวิถีชีวิตของผู้คน งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการเสนอภาพความเป็นเมืองที่สะท้อนผ่านตัวละคร โครงเรื่องและการดําเนินเรื่อง และศึกษาองค์ประกอบของสิ่งมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติที่ปรากฏโดยมีขอบเขตการวิจัยในนวนิยายสองเรื่อง คือ ปาฏิหาริย์ร้านชําของคุณนามิยะ 『ナミヤ雑貨店の奇蹟』 (2012) และ ผู้พิทักษ์ต้นการบูร 『クスノキの番人』 (2020) จากการศึกษาพบว่า ฮิงะฌิโนะ ได้นําเสนอภาพของวิถีเมืองที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนและสังคมผ่านเหตุการณ์ ทางสังคมในประวัติศาสตร์ อัต ลักษณ์ ของคนเมืองมีความเป็นปัจเจกและมีสัมพันธ์ อันเหินห่างต่อกันอันเกิดจากการถูกหล่อหลอมโดยสังคมเมือง และพบการใช้องค์ประกอบสิ่งมหัศจรรย์ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยเยียวยาคนเมือง
Book

    ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่และเป็นเทรนด์ของอาหารโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและห่วงใยสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเริ่มมีมากขึ้น จึงทำให้มีแนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชโดยใช้โปรตีนเกษตรหรือเนื้อเทียม (Textured Vegetable Protein : TVP) เพื่อทำให้มีลักษณะคล้ายเนื้อสัตว์มากที่สุด ทั้งกลิ่น รสชาติและรูปลักษณ์ โดยงานวิจัยนี้เลือกศึกษาโปรตีนเกษตรหรือเนื้อเทียมที่ผลิตจากพืช 3 ชนิด ได้แก่ โปรตีนถั่วเหลือง โปรตีนถั่วลันเตาและโปรตีนแป้งสาลี นอกจากนี้ยังศึกษาผลของไฮโดรคอลลอยด์ต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชที่ขึ้นรูปเป็นแผ่นเบอร์เกอร์ (patty) โดยเลือกศึกษาไฮโดรคอลลอยด์ 3 ชนิด ได้แก่ เมทิลเซลลูโลส คาร์ราจีแนนและแซนแทนกัม ซึ่งแต่ละชนิดศึกษาที่ระดับ ความเข้มข้น 0.1%, 0.2% และ 0.3% โดยทำการประเมินคุณภาพทางด้านเคมีกายภาพ เช่น เนื้อสัมผัส ปริมาณโปรตีน ปริมาณความชื้น และการทดสอบทางประสาทสัมผัส จากผลการทดลองส่วนที่หนึ่ง พบว่า การใช้โปรตีนจากถั่วเหลืองทำให้ผลิตภัณฑ์มีปริมาณโปรตีน ค่าความแข็งและพลังงานในการเคี้ยวสูงกว่าการใช้ โปรตีนถั่วลันเตาและโปรตีนแป้งสาลี รวมทั้งผลการทดสอบการยอมรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้โปรตีนถั่วเหลือง ผู้บริโภคยอมรับมากกว่า 70% ดังนั้นจึงคัดเลือกโปรตีนถั่วเหลืองไปพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อศึกษาผลของไฮโดรคอลลอยด์ จากผลการทดลอง พบว่า ชนิดของไฮโดรคอลลอยด์มีผลต่อค่าความแข็ง ความยืดหยุ่นหรือการคืนตัว ค่าความสามารถเกาะรวมตัวกัน ค่าพลังงานในการเคี้ยวและค่าแรงเฉือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) นอกจากนี้ผลการทดสอบทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์สุดท้าย พบว่า ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชที่ใช้โปรตีนถั่วเหลืองและเมทิลเซลลูโลสที่ความเข้มข้น 0.2% มีการยอมรับของผู้บริโภคมากกว่า 95% รวมทั้งผลิตภัณฑ์มีปริมาณโปรตีน ปริมาณไขมัน เถ้า คาร์โบไฮเดรต และปริมาณความชื้น เท่ากับ 14.44, 11.33, 2.11, 10.83 และ 61.29 g/100 g ตามลำดับ ซึ่งองค์ประกอบโดยปริมาณของผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชมีค่าใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์เนื้อจากเนื้อสัตว์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชสามารถเพิ่มทางเลือกการรับประทานเนื้อสัตว์ให้แก่ผู้บริโภคได้
ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่และเป็นเทรนด์ของอาหารโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและห่วงใยสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเริ่มมีมากขึ้น จึงทำให้มีแนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชโดยใช้โปรตีนเกษตรหรือเนื้อเทียม (Textured Vegetable Protein : TVP) เพื่อทำให้มีลักษณะคล้ายเนื้อสัตว์มากที่สุด ทั้งกลิ่น รสชาติและรูปลักษณ์ โดยงานวิจัยนี้เลือกศึกษาโปรตีนเกษตรหรือเนื้อเทียมที่ผลิตจากพืช 3 ชนิด ได้แก่ โปรตีนถั่วเหลือง โปรตีนถั่วลันเตาและโปรตีนแป้งสาลี นอกจากนี้ยังศึกษาผลของไฮโดรคอลลอยด์ต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชที่ขึ้นรูปเป็นแผ่นเบอร์เกอร์ (patty) โดยเลือกศึกษาไฮโดรคอลลอยด์ 3 ชนิด ได้แก่ เมทิลเซลลูโลส คาร์ราจีแนนและแซนแทนกัม ซึ่งแต่ละชนิดศึกษาที่ระดับ ความเข้มข้น 0.1%, 0.2% และ 0.3% โดยทำการประเมินคุณภาพทางด้านเคมีกายภาพ เช่น เนื้อสัมผัส ปริมาณโปรตีน ปริมาณความชื้น และการทดสอบทางประสาทสัมผัส จากผลการทดลองส่วนที่หนึ่ง พบว่า การใช้โปรตีนจากถั่วเหลืองทำให้ผลิตภัณฑ์มีปริมาณโปรตีน ค่าความแข็งและพลังงานในการเคี้ยวสูงกว่าการใช้ โปรตีนถั่วลันเตาและโปรตีนแป้งสาลี รวมทั้งผลการทดสอบการยอมรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้โปรตีนถั่วเหลือง ผู้บริโภคยอมรับมากกว่า 70% ดังนั้นจึงคัดเลือกโปรตีนถั่วเหลืองไปพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อศึกษาผลของไฮโดรคอลลอยด์ จากผลการทดลอง พบว่า ชนิดของไฮโดรคอลลอยด์มีผลต่อค่าความแข็ง ความยืดหยุ่นหรือการคืนตัว ค่าความสามารถเกาะรวมตัวกัน ค่าพลังงานในการเคี้ยวและค่าแรงเฉือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) นอกจากนี้ผลการทดสอบทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์สุดท้าย พบว่า ผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชที่ใช้โปรตีนถั่วเหลืองและเมทิลเซลลูโลสที่ความเข้มข้น 0.2% มีการยอมรับของผู้บริโภคมากกว่า 95% รวมทั้งผลิตภัณฑ์มีปริมาณโปรตีน ปริมาณไขมัน เถ้า คาร์โบไฮเดรต และปริมาณความชื้น เท่ากับ 14.44, 11.33, 2.11, 10.83 และ 61.29 g/100 g ตามลำดับ ซึ่งองค์ประกอบโดยปริมาณของผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชมีค่าใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์เนื้อจากเนื้อสัตว์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชสามารถเพิ่มทางเลือกการรับประทานเนื้อสัตว์ให้แก่ผู้บริโภคได้
Book

Book

Book

    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกการอ่านภาษาอังกฤษโดยเทคนิคการสร้างแผนที่ความคิดของผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในจังหวัดนนทบุรีที่มีประสิทธิภาพ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยเทคนิคการสร้างแผนที่ความคิดของผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในจังหวัดนนทบุรี และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจผู้เรียนใน สถาบันอุดมศึกษาเอกชนในจังหวัดนนทบุรีจากการใช้ชุดฝึกการอ่านภาษาอังกฤษโดยเทคนิคการสร้างแผนที่ความคิด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 – 4 ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในเขตจังหวัดนนทบุรี จำนวน 198 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คละชั้นปี คละหลักสูตรวิชา เครื่องมือวิจัย ได้แก่ ชุดฝึกการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจที่พัฒนาขึ้น และแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน ปัญหา และอุปสรรคในการอ่านภาษาอังกฤษและแบบสอบถามความพึงพอใจต่อชุดฝึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ E1/E2 ตามเกณฑ์ 75/75 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ผลความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยร้อยละของคะแนน ทดสอบระหว่างเรียน (E1) มีค่าเท่ากับ 77.01 และคะแนนเฉลี่ยร้อยละของคะแนนทดสอบหลังเรียน (E2) มีค่าเท่ากับ 78.67 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด 75/75 แล้วแสดงว่าชุดฝึกที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่ใช้ชุดฝึกการอ่านภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (t = 9.488) รวมทั้งผลความพึงพอใจของผู้เรียนที่มี ต่อชุดฝึกนี้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (4.37)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกการอ่านภาษาอังกฤษโดยเทคนิคการสร้างแผนที่ความคิดของผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในจังหวัดนนทบุรีที่มีประสิทธิภาพ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยเทคนิคการสร้างแผนที่ความคิดของผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในจังหวัดนนทบุรี และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจผู้เรียนใน สถาบันอุดมศึกษาเอกชนในจังหวัดนนทบุรีจากการใช้ชุดฝึกการอ่านภาษาอังกฤษโดยเทคนิคการสร้างแผนที่ความคิด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 – 4 ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในเขตจังหวัดนนทบุรี จำนวน 198 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คละชั้นปี คละหลักสูตรวิชา เครื่องมือวิจัย ได้แก่ ชุดฝึกการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจที่พัฒนาขึ้น และแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน ปัญหา และอุปสรรคในการอ่านภาษาอังกฤษและแบบสอบถามความพึงพอใจต่อชุดฝึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ E1/E2 ตามเกณฑ์ 75/75 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ผลความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยร้อยละของคะแนน ทดสอบระหว่างเรียน (E1) มีค่าเท่ากับ 77.01 และคะแนนเฉลี่ยร้อยละของคะแนนทดสอบหลังเรียน (E2) มีค่าเท่ากับ 78.67 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด 75/75 แล้วแสดงว่าชุดฝึกที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่ใช้ชุดฝึกการอ่านภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (t = 9.488) รวมทั้งผลความพึงพอใจของผู้เรียนที่มี ต่อชุดฝึกนี้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (4.37)
Book